![]() |
|
Spaces home GavagaiProfileFriendsBlogMore ![]() | ![]() |
GavagaiA Misanthropist
|
|||||||||||||||||||||||
|
September 28 ง่วง, แต่ไม่นอน มีงานค้างคา, แต่ไม่ทำเพราะคำๆเดียว "เบื่อ"
ที่เหลือ อาจเป็นเพราะพรุ่งนี้ ต้องคุมสอบ ใช่ พรุ่งนี้, วันเสาร์!
เฉาซึมมาตั้งแต่บ่าย ดูทีวีเรื่อยเอื่อยตั้งแต่เย็น เห็นอะไรเป็นต้องเปลี่ยน
เลี่ยนเหลือทนกับรายการทีวี ดีแต่พ่นน้ำลายเคลือบคำโกหกพกลม
จมดิ่งในห้วงคิดฝัน ถึงวันเวลาของอนาคต แต่ก็ไม่ได้ลดคลายความเอื่อยหน่ายลง
ปลงไม่ได้ วางไม่ลง มึนงงกับชีวิต หันมาท่องโลกเสมือน เพื่อเตือนตัวว่า เราอยู่ในโลกจริง(?)
สิ่งซึ่งฉันหวังในขณะนี้....
คงไม่มีใครรู้หรอกว่า....
เพราะแม้แต่ตัวฉันก็ยังไม่รู้
อย่างน้อย ก็คงได้นอน และหวังว่า งานคงจะเสร็จ (เร็วๆนี้)
September 08 ห้วงวานของภาระแห่งชีวิตไม่ได้จดจารวานวันของชีวิตลงไปใน "พื้นที่ว่าง" แห่งนี้เนิ่นนานพอควร
เนื่องจากภาะหน้าที่แห่งชีวิต มีอะไรมากมายเหลือเกินที่ต้องทำในเวลาที่ดูจะน้อยเสียเหลือเกิน
บางครา อยากให้โลกหยุดหมุนสักเสี้ยววินาทีคงน่าจะดีขึ้นบ้าง งานเตรียมสอน-การสอน งานค้นคว้า การประชุม
งานที่ภาควิชามอบหมาย สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นสิ่งที่มายึดยื้อเอาเวลาแทบทั้งหมดของชีวิตช่วงนี้ไปอย่างไม่รู้ตัว
ปีนี้เป็นปีที่ดูหนังจำนวนน้อยเรื่องมากที่สุด หนังสือ/นิตยสารเล่มโปรดก็ผ่านตาแทบจะนับเล่มได้
นี่ยังไม่นับเรื่องครอบครัว ที่ช่วงนี้แทบไม่ได้ให้ความใส่ใจดูแลเลย
วันนี้ก็พึ่งกลับจากการสอนที่เกษตรฯ ก็ไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวอะไรมากนัก ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับ
เรื่องที่จะพูดให้เสร็จ (ตั้งใจให้ชื่อบทความว่า "Code46: เมื่อรัฐควบคุมทุกอย่างแม้กระทั่งความรัก") แต่สุดท้ายก็ได้
แค่ list ประเด็นต่างๆเท่านั้น ก็เลยรู้สึกถึงความเศร้าพัดผ่านเข้ามาในห้วงความรู้สึกอยู่บ้าง ที่เราจัดการอะไรตามความตั้งใจ
ไว้ไม่ได้ ตอนนั่งรถเมล์กลับบ้าน จึงครุ่นคิดถึงชีวิตไปพร้อมกับการหยุดนิ่งของยวดยานที่ติดยาวเป็นทิวแถว
แสงไฟสีส้มแดง เหลืองจ้าสาดส่องเข้ามายังดวงตาที่ทอดไปอย่างไร้จุดหมาย เหมือนจะไตร่ตรองความคิด
แต่สมองดูไม่รับรู้อะไรเลย อาจจะหยุดตามรถคันหน้าก็เป็นได้ ไม่รู้ว่าช่วงขณะเวลานั้นเราได้เดินทางไปในความคิดไกลขนาดไหน
แต่ดูเหมือนว่าจะทำให้เราได้หยุดอยู่กับตัวเองจริงๆ ถามตัวเองจริงๆ ว่าเรากำลังทำอะไร
บางที่ชั่วขณะเวลาแห่งการไตร่ตรองชีวิต อาจจะไม่ต้องที่ที่เงียบสงบ หรือธรรมชาตอันแสนงานก็ได้
ความพลุกพล่านของผู้คนรถราก้อาจกระตุกเราให้รู้สึกตัวอีกครั้งก็เป็นได้ July 05 มิตรภาวะความรู้สึกประหลาดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอกับตัวเรา คือการที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีเพื่อนน้อย
มากกว่านั้นจะพูดว่า เราไม่เคยมีเพื่อนสนิทเลยในชีวิตที่ผ่านมา แม้ว่าคนอื่นจะรับรู้ต่างออกไปก็ตาม
เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว คนที่รู้จักเราจะเห็นว่าเรามีเพื่อนมากมายหลายกลุ่ม สนุกครื้นเครงสรวลเสเฮฮา
กับผู้คนมากหน้าหลายตา และถ้าถามคนเหล่านั้นว่าใครคือเพื่อนสนิทของเรา ส่วนใหญ่มักจะตอบตรงกัน
ความรู้สึกเราก็คล้ายๆจะเห็นคล้อยอย่างนั้น แต่คำตอบนั้นก็ดูเหมือนมิได้ทาบทับสนิทกับความรู้สึกที่ว่านั้น
เพราะลึกๆแล้ว มันจะมีช่องว่างที่ห่างเหินเสมอระหว่างเรากับผู้อื่น อาจเป็นได้ว่าเราอาจจะไม่มีความชัดเจนในนิยาม
ของคำว่า "เพื่อนสนิท" (ในความหมายเดิม ไม่ใช่ความหมายใหม่ที่มีหนังชื่อเดียวกับคำนี้ สร้างขึ้นมา) หรือเปล่า? หรือ
อาจเป็นได้ที่ความหมายของคำดังกล่าวสำหรับเรากับคนอื่นนั้นแตกต่างกัน เพราะยังยืนยันอยู่ว่าตัวเองไม่เคยมีเพื่อนสนิทเลยในชีวิต
แต่ถ้าพูดอย่างนี้ ก็จะถามได้ว่า ถ้าอย่างนั้น นิยามของคำว่า "เพื่อนสนิท" คืออะไร เพราะต้องรู้ว่ามีขอบเขตความหมายแค่ไหนอย่างไร
เวลาพูดถึงคำดังกล่าว แต่เราก็ตอบไม่ได้หรอกว่ามันมีนิยามว่าอะไร แต่หัวใจบอกได้เสมอว่าไม่ใช่หรือใช่ (แต่ยังไม่เคยมีใช่) เวลา
อาจจะเป็นสิ่งที่คลี่คลายปัญหานี้ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเรา และแน่ใจว่ามันเกิดขึ้น (สำหรับเรา)จริง นั่นก็คือ "มิตรภาวะ"
มิตรภาวะมิได้เกิดจากความถี่ที่ได้พบชิดใกล้ มิตรภาวะมิได้มีอยู่เพราะความคุ้นชิน มิตรภาวะมิได้ดำรงอยู่เพราะความเป็นเนื้อเดียวกัน
แต่นั่นก็เป็นเพียงนิยามเชิงนิเสธ เพราะเราก็บอกขอบเขตความหมายของมันไม่ได้จริงๆว่าคืออะไรเช่นเดียวกัน แต่ดูราวกับว่า
คุณสมบัติหนึ่งของมิตรภาวะคือความเข้าใจ การยอมรับ ความยินดีที่เรามีให้ใครอื่น มิตรภาวะจึงมิได้จำกัดอยู่เฉพาะคนรุ่นราวคราวเดียว
ตรงกันข้าม มิตรภาวะที่เกิดขึ้นกับเรามีทุกช่วงวัยของชีวิต มิตรภาวะจึงเกิดขึ้นได้แม้พานพบกันไม่กี่ครั้งครา มิตรภาวะนี้เองที่จะทำให้
มีชีวิตอยู่อย่างรื่นรมย์และเข้าใจโลกแห่งความเป็นไปอย่างที่เราทุกคนเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน June 09 เมื่อความตายมาเยือน... (ในห้วงคิดคำนึง)แปลกมาก ที่ความรู้สึก ความกังวลใจในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นกับเรา หากย้อนกลับไป...
มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่การครุ่นคิดเกี่ยวกับความตายมักจะวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของเราเสมอ
ยิ่งตอนโพล้เพล้ อากาศเย็นสงบ บรรยากาศปกคลุมไปด้วยแสงสีส้มแดงจากดวงอาทิตย์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของวัน
เหล่าสกุณาพากันบินกลับรัง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คล้ายว่า มันเป็นบรรยากาศแห่งทวิกาลใกล้จะสิ้นสุด?
หรือเป็นห้วงสุดท้ายของวานวัน กำลังจะผันผ่านสู่รัตติกาลอันมืดมิด ความไม่แน่นอนของชีวิตที่เกินมนุษย์จะควบคุมสิ่งใดได้หรือเปล่า?
ที่ทำให้ความรู้สึกกลัวย่างกรายเข้ามาอย่างโหดร้าย... แต่นั่นมันก็เมื่อยี่สิบปีมาแล้วมิใช่หรือ
แต่ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้... ความตายเข้ามาเยือนในห้วงคิดคำนึงของเราบ่อยเหลือเกิน บางครั้งไพล่นึกไปถึงสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้า
อะไรหรือเปล่า? แต่ก็คิดตรองอยู่นานว่าคงไม่ใช่ เพราะตัวเองไม่เชื่อว่ามีสิ่งลักษณะอย่างนั้น
แน่นอนว่า เคยมีใครตั้งหลายคนพูดอะไรไว้มากมายเกี่ยวกับความตาย หรือหนังสือประเภทเตรียมตัวตายอย่างมีสติ สตางค์(
ก็จะล้นแผงหนังสืออยู่แล้ว แต่เราก็ยังไม่เห็นว่าเป็นคำตอบสำหรับมนุษย์ผู้ยังมีกิเลศ ความรู้สึกนึกคิด ความรัก ความคิดถึงอย่างตัวเราได้
แล้วความคิดของใครคนหนึ่งก็วนเวียนเข้ามา เขาบอกว่า ความตายเป็นลักษณะหนึ่งของมนุษย์ นั่นคือ มนุษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนมุ่งสู่ความตาย
(being-towards-death) ทุกชั่วขณะ ความตายเป็นข้อจำกัดหนึ่งของชีวิต (facticity) ตรงนี้เองที่ทำให้เราคิดต่อไปว่า เมือมนุษย์
มีข้อจำกัดของชีวิต ทุกคนก็พยายามหลีกหนีจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แม้กระทั่ง "ความแก่" ที่ใครๆมักจะล้อเล่นเสมอว่าว่าไม่อยากแก่ หรือคนที่จริงจังประเภทต้องไปทำศัลยกรรมให้ดูหนุ่มสาวเสมอ หรือแม้จะย้อนไปถึงความเชื่อเรื่องยาอายุวัฒนะ หรือความคงกระพัน อะไรก็ตาม ล้วนเป็นวิธีการหนึ่งที่เป็น
ความพยายามของมนุษย์ที่จะหลีกหนีข้อจำกัดดังกล่าว แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อทุกชีวิตมุ่งสู่ความตาย หรือมีความตายเป็นเป้าหมายในภายภาคหน้า
April 28 ในยุคสมัยที่ใครก็เอ่ยอ้างถึงคุณธรรม..."คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม..." ชั่วไม่กี่เดือนมานี้ ได้ยินคำเหล่านี้ไม่รู้กี่ร้อยพันครั้ง ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่หลังๆชักมากไป
เริ่มรู้สึกว่า เอ เดี๋ยวนี้การที่ใครจะเป็นคนมีคุณธรรม (ถ้ามันมีอยู่จริงหรืออย่างน้อยที่สุดเป็นความคิดที่คนในสังคมเชื่อว่ามีอยู่จริง) นั้นง่ายเสียเหลือเกิน เพราะถ้าใครออกมาประกาศว่าตนมีคุณธรรม รักชอบความมีศีลธรรมเหลือเกิน จนพูดคำไหนก็จะมีคำว่าคุณธรรมกำกับเสมอ ก็จะกลายเป็นคนมีคุณธรรมแล้ว ทำให้เราย้อนกลับไปคิดถึงตอนเป็นเด็กโดยทั่วไปคนสมัยนั้น การที่ใครจะเป็นคนที่มีคุณธรรม นั้นจะต้องเกิดจากคนอื่นพูดถึงหรือบอกกล่าวมิใช่หรือ ไม่ใช่ว่ามาอวดอ้างเอาเอง
เราคิดว่า "คนที่อวดว่าตนเองมีคุณธรรมนั้น ย่อมเป็นคนไร้คุณธรรมในทันที"
ในยุคสมัยที่ใครก็เอ่ยอ้างถึงคุณธรรม เราจะทำอย่างไรดี ทุกวันนี้จะสำลักคำว่า "คุณธรรม" ตายอยู่แล้ว
บทความวิชาการทางปรัชญา
ปรัชญาฮาเฮ
คอหนัง: เรื่องของคนชื่นชอบการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ
|
||||||||||||||||||||||
|
|